BELFOR > BELFOR Thailand > แหล่งรวมข้อมูล > Asia News > ธุรกิจไทยจะรับมือกับความเสียหายจากพิบัติต่างๆ ได้อย่างไร? ความเสี่ยงด้านอสังหาฯ ที่ต้องจับตาในปี 2569

ธุรกิจไทยจะรับมือกับความเสียหายจากพิบัติต่างๆ ได้อย่างไร? ความเสี่ยงด้านอสังหาฯ ที่ต้องจับตาในปี 2569

ปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่ภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ โรงงาน และคลังสินค้า ต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่รุนแรงและเกิดถี่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ไฟไหม้ หรือแม้แต่แผ่นดินไหว สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การหยุดชะงักของธุรกิจ แต่คือ ความเสียหายจากพิบัติ ที่เกิดกับอาคาร เครื่องจักร และทรัพย์สิน ซึ่งหากจัดการผิดวิธีอาจกลายเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost) มหาศาลโดยไม่จำเป็น

3 ภัยพิบัติที่ต้องเฝ้าระวังสำหรับอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569

1.    น้ำท่วม (Flood)

ผลกระทบจาก Climate Change ทำให้รูปแบบการที่ฝนตกเปลี่ยนไป เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมและโซนเศรษฐกิจ ความเสียหายมักเริ่มจากเครื่องจักร ระบบไฟฟ้าใต้พื้น และโครงสร้างอาคาร หากปล่อยทิ้งไว้นาน ความชื้นและเชื้อราจะลุกลามจนซ่อมยาก ในหลายกรณี ธุรกิจจำเป็นต้องพึ่ง บริษัททำความสะอาดหลังน้ำท่วม และงาน ซ่อมอาคารจากอุทกภัย แบบเฉพาะทาง เพื่อหยุดความเสียหายไม่ให้บานปลาย

2.    ไฟไหม้ (Fire)

ความเสี่ยงจากอาคารเก่าที่ระบบสายไฟเสื่อม รวมถึงการใช้งานแบตเตอรี่ EV ในภาคโลจิสติกส์ ทำให้ไฟไหม้มีความซับซ้อนและดับยากขึ้น สิ่งที่อันตรายไม่แพ้ไฟคือ เขม่าควันและน้ำจากการดับเพลิง ซึ่งสามารถทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และโครงสร้างได้ในระยะยาว จึงต้องอาศัย บริษัททำความสะอาดหลังไฟไหม้ หรือ บริการฟื้นฟูความเสียหายจากไฟไหม้ ที่เข้าใจการจัดการเขม่าและสารตกค้างอย่างถูกวิธี

3.    แผ่นดินไหว (Earthquake)

แม้ไทยจะไม่ใช่ประเทศที่เกิดแผ่นดินไหวบ่อย แต่รอยเลื่อนในภาคเหนือและตะวันตกก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหวในไทยมาแล้ว รวมถึงตึกสูงในกรุงเทพฯ ก็ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหว จึงทำให้เป็นความเสี่ยงที่มองข้ามไม่ได้ รอยร้าวเล็ก ๆ หรือท่อที่แตกภายในอาคาร อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ในภายหลังหากไม่ตรวจสอบอย่างละเอียด

วิธีรับมือความเสียหายทางกายภาพเมื่อเกิดเหตุ (Damage Control)

กรณีน้ำท่วม (Dealing with Water Damage):

ปัญหาไม่ใช่แค่น้ำ แต่คือ ความชื้นและเชื้อรา สิ่งสำคัญคือต้องรีบดูดน้ำออก ใช้เครื่องลดความชื้น (Dehumidifier) และทำความสะอาดอย่างถูกขั้นตอน บริการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วม แบบมืออาชีพจะช่วยป้องกันสนิมและการเสื่อมสภาพของเครื่องจักรได้

กรณีไฟไหม้ (Dealing with Fire & Soot):

เขม่าควันมีฤทธิ์เป็นกรด สามารถกัดกร่อนแผงวงจรได้ภายใน 24-48 ชั่วโมง ห้ามเปิดแอร์หรือระบบหมุนเวียนอากาศ เพราะจะยิ่งทำให้เขม่ากระจาย ควรใช้ บริการทำความสะอาดหลังเกิดเหตุไฟไหม้ ที่มีขั้นตอน Corrosion Control โดยเฉพาะ

กรณีแผ่นดินไหว (Dealing with Structural Damage):

ปัญหาคือ “รอยร้าวที่มองไม่เห็น” และ “ระบบสาธารณูปโภคเสียหาย” ต้องตรวจสอบ Structural Integrity ของอาคารอย่างละเอียด รวมถึงระบบท่อ แก๊ส และไฟฟ้า เพื่อป้องกันภัยแทรกซ้อน เช่น ไฟไหม้หรือน้ำรั่วภายหลัง

ทางเลือกใหม่ของการกู้คืน: ทำไมการ “ฟื้นฟูสภาพ” (Restoration) ถึงดีกว่าการซื้อใหม่?

หลายธุรกิจเมื่อเจอเหตุไม่คาดฝัน มักคิดว่า พังแล้วก็ต้องรื้อ ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง บริการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่ามากในหลายกรณี

ประหยัดต้นทุนได้จริง

การรื้อถอนอาคารหรือเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทั้งหมด ไม่ได้มีแค่ค่าของ แต่ยังรวมถึงค่าแรง ค่าขนย้าย ค่าเสียโอกาสจากการหยุดธุรกิจ และค่าใช้จ่ายแฝงอีกจำนวนมาก ในทางกลับกัน การฟื้นฟูสภาพโดยผู้เชี่ยวชาญสามารถ ลดต้นทุนได้ประมาณ 30-70% เพราะเป็นการซ่อมเฉพาะส่วนที่เสียหายจริง พร้อมทำความสะอาดเชิงลึกเพื่อยืดอายุการใช้งานของทรัพย์สินเดิม

กลับมาเปิดธุรกิจได้เร็ว ลดเวลาหยุดชะงัก

การสั่งซื้อเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ใหม่ในปัจจุบัน อาจต้องรอการผลิตและขนส่งหลายเดือน โดยเฉพาะเครื่องจักรเฉพาะทาง แต่การฟื้นฟู (Restoration) สามารถเริ่มงานได้ทันทีหลังประเมินหน้างาน ทำให้ ระยะเวลาหยุดดำเนินธุรกิจสั้นลงอย่างชัดเจน ซึ่งในโลกธุรกิจ เวลาที่เสียไป = รายได้ที่หายไป

รักษาข้อมูลสำคัญที่เงินซื้อไม่ได้

สำหรับอุปกรณ์ IT, Server หรือเครื่องควบคุมระบบอัตโนมัติ ความเสียหายไม่ได้หยุดแค่ตัวฮาร์ดแวร์ แต่ยังรวมถึง “ข้อมูล” ที่สะสมมานาน  การฟื้นฟูอย่างถูกวิธีช่วย กู้คืนข้อมูลใน Hard Drive หรือระบบควบคุม ได้ในหลายกรณี ซึ่งเป็นสิ่งที่การซื้อเครื่องใหม่ไม่สามารถทดแทนได้

สิ่งที่ผู้ประกอบการมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับความเสียหาย

โดนน้ำท่วม = ต้องทิ้งทั้งหมด

ความเข้าใจผิดนี้ทำให้หลายธุรกิจสูญเสียทรัพย์สินโดยไม่จำเป็น ความจริงคือ เครื่องจักรและอุปกรณ์จำนวนมากสามารถกู้คืนได้ หากรีบทำความสะอาด ดูดน้ำ ไล่ความชื้น และควบคุมสนิมอย่างถูกขั้นตอน ยิ่งจัดการเร็ว โอกาสฟื้นฟูก็ยิ่งสูง

ไฟไหม้นิดเดียว ทาสีทับก็พอ

แม้ไฟจะไม่ลุกลามหนัก แต่ เขม่าควัน กลิ่นไหม้ และสารพิษ ยังตกค้างอยู่ในผนัง ฝ้า และระบบปรับอากาศ การทาสีทับโดยไม่ทำ Decontamination จะทำให้กลิ่นกลับมาในระยะยาว และอาจส่งผลต่อสุขภาพพนักงานโดยไม่รู้ตัว

กู้คืนทรัพย์สินให้สภาพเหมือนตอนก่อนเกิดเหตุ ด้วยเทคโนโลยีจาก BELFOR Thailand

เมื่อเกิด ความเสียหายจากพิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “อย่าเพิ่งตัดสินใจทำอะไรเร็วเกินไป” แต่ควรติดต่อผู้เชี่ยวชาญอย่าง BELFOR Thailand ที่พร้อมให้บริการฟื้นฟูครบวงจร ตั้งแต่การประเมินหน้างาน การทำความสะอาดเชิงอุตสาหกรรม ไปจนถึงการกู้คืนเครื่องจักรและอาคาร โดยครอบคลุม

  • บริการฟื้นฟูความเสียหายจากไฟไหม้ จัดการเขม่า กลิ่น และการกัดกร่อน
  • บริการฟื้นฟูความเสียหายจากน้ำท่วม ดูดน้ำ ควบคุมความชื้น และป้องกันเชื้อรา
  • บริการฟื้นฟูความเสียหายจากภัยพิบัติ ทั้งเชิงโครงสร้าง เครื่องจักร และระบบภายในอาคาร

หากธุรกิจของคุณกำลังเผชิญเหตุไม่คาดฝัน การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่แรก อาจช่วย ประหยัดทั้งเงิน เวลา และทรัพย์สิน ได้มากกว่าที่คิด